ตำนานเรื่อง “กระต่ายหยกในพระจันทร์”

310

ตำนานเรื่อง “กระต่ายหยกในพระจันทร์”

วันหนึ่งเทพ 3 องค์ได้ตกลงกันว่าจะเปลี่ยนบรรยากาศจากความหรูหรางดงามบนสวรรค์มาเป็นการท่องเที่ยวบนพื้นโลก จึงแปลงกายเป็นตาเฒ่าเร่ร่อนสามคนเดินท่อมๆตระเวนไปทั่วชนบท เมื่อเหล่าเทพเริ่มหิวก็ตัดสินใจว่าจะทดสอบความมีน้ำใจของบรรดาสัตว์โลก จึงเข้าไปขอปันอาหารจากกระต่าย สุนัขจิ้งจอก และลิง ทั้งสุนัขจิ้งจอกและลิงต่างออกไปหาอาหารและนำอาหารมาให้เหล่าเทพได้จำนวนหนึ่ง ในขณะที่กระต่ายกลับมามือเปล่าเพราะหาอาหารไม่ได้ กระต่ายรู้สึกว้าวุ่นใจมากจึงร้องด้วยความเสียใจว่า “กินฉันเถอะ” แล้วกระโดดเข้ากองไฟเพื่อย่างตัวเองให้เป็นอาหาร เทพทั้งสามรู้สึกซาบซึ้งอย่างมากในความมีน้ำใจของกระต่าย จึงส่งมันขึ้นไปอยู่กับฉางเอ๋อบนพระจันทร์ และตั้งให้เป็นเทพกระต่ายหยก เทพกระต่ายหยกได้อาศัยอยู่ในวังจันทรา และทำหน้าที่ปรุงยาอายุวัฒนะให้เหล่าทวยเทพบนสวรรค์จวบจนทุกวันนี้

กระต่ายหยกในพระจันทร์

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อยในประวัติศาสตร์ที่ไม่ควรพลาด
มาดูการเฉลิมฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ในแต่ละยุคสมัยกัน

ยุคราชวงศ์โจว (1024-256 ปีก่อนคริสตศักราช) เป็นช่วงเวลาของราชวงศ์ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นยุคโบราณ บรรดาจักรพรรดิในสมัยนั้นจะเชื่อในการบูชาพระจันทร์อย่างสุดจิตสุดใจ รวมไปถึงการเซ่นสรวงสังเวยด้วย ปัจจุบันพิธีกรรมนี้ไม่เป็นที่นิยมในเทศกาลแบบสมัยใหม่แล้ว จะยังคงหลงเหลืออยู่บ้างในชนบทที่ห่างไกลเท่านั้น
ยุคสามก๊ก (ค.ศ.220-280) ยุคนี้เป็นจุดเริ่มต้นของพิธีการและการแสดงออกในเชิงสังคม โดยบรรดาสมาชิกในครอบครัวจะมานั่งล้อมวงกันกลางแจ้ง จิบชาคู่กับการรับประทานของว่างที่มีรูปร่างเหมือนพระจันทร์ และชื่นชมแสงจันทร์ไปด้วย ตัวอย่างของว่างเหล่านั้นก็เช่นแตงโม ถั่วเขียวต้ม ส้ม ส้มโอ และไวน์ (อย่างหลังนี่รูปร่างไม่เหมือนพระจันทร์ก็จริง แต่ก็จะขาดเสียมิได้ในทุกการเฉลิมฉลอง) ธรรมเนียมปฏิบัตินี้ทำให้พิธีการเฉลิมฉลองมีความเข้มงวดและความเป็นทางการน้อยลง อีกทั้งสมาชิกในครอบครัวก็ได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น สิ่งนี้ได้กลายมาเป็นวัตถุประสงค์หลักของเทศกาลไหว้พระจันทร์ในปัจจุบัน
ความกลมเหมือนพระจันทร์ของส้มโอทำให้มันกลายเป็นสัญลักษณ์สำคัญของเทศกาลไหว้พระจันทร์ ธรรมเนียมหนึ่งที่นิยมกันมากคือการเลาะเปลือกส้มโอแล้วนำมาวางบนศีรษะ อย่างที่ฟิโอน่าทำอยู่ ตลกดีที่การกระทำอย่างนี้ทำให้ดูเหมือนทรงผมแบบหนึ่งของนิกกี้ มินาจไปได้
ยุคราชวงศ์หยวน (ค.ศ.1271-1368) จากขนมไหว้พระจันทร์ที่ขึ้นชื่อว่าต้องเคี้ยวกันจนเหนื่อยและไม่เป็นที่นิยมเท่าไรนักได้กลายมาเป็นของสำคัญในยุคราชวงศ์หยวน เมื่อบรรดาแม่ทัพเริ่มสื่อสารกับทหารในช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์ด้วยการส่งขนมไหว้พระจันทร์ที่มีสาล์นลับซ่อนอยู่ข้างในไปให้เป็นของขวัญ จากนั้นเป็นต้นมาสิ่งนี้ก็กลายเป็นธรรมเนียม และขนมไหว้พระจันทร์ก็เป็นที่นิยมมาจนถึงทุกวันนี้

ขอบคุณข้อมูลจาก : https://chinesepod.com/blog/2015/09/25/funny-weird-stories-from-the-mid-autumn-festival/
ขอบคุณข้อมูลจาก : https://guru.sanook.com/28021/

ความเห็นถูกปิด