เปิดตำนานมหาสงคราม 2 พญานาคผู้ยิ่งใหญ่

84

เปิดตำนานมหาสงคราม 2 พญานาคผู้ยิ่งใหญ่

หลายคนพอได้ยินคำว่า “คำชะโนด” ก็คงคิดถึงเรื่อง “ผีจ้างหนัง” ใช่แล้วล่ะ นั่นคือสถานที่เดียวกัน แต่เรื่องเล่าตำนานเกี่ยวกับผีจ้างหนัง ว่าน่าตื่นเต้นแล้ว ตำนานของพญานาคราชทั้งสองท่านที่ชาวบ้านเคารพศรัทธานั้น ก็มีความเป็นมาน่าอัศจรรย์ใจไม่แพ้กัน

เล่าขานสืบกันมาแต่โบราณกาลว่า ณ แถบถิ่นตอนเหนือของเมืองลาว มีหนองน้ำแห่งหนึ่งชื่อว่า หนองกระแส และมีพญานาคผู้ยิ่งใหญ่สองตนอาศัยอยู่ โดยแบ่งกั้นเขตแดนกันคนละครึ่ง ฝ่ายหนึ่งคือ “พญาศรีสุทโธ” อีกฝ่ายคือ “สุวรรณนาค” แต่ละฝ่ายก็มีบริวารไพร่พลเป็นของตนเองฝ่ายละ 5,000 ก็อยู่ร่วมกันในหนองน้ำแห่งนั้นโดยสันติตลอดมา อีกทั้งมีข้อตกลงกันว่า หากฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดออกไปหาล่าอาหาร อีกฝ่ายจะอยู่บ้านไม่ออกไป เพราะเกรงว่าไปแล้วจะเกิดการกระทบกระทั่งกัน แต่มีข้อแม้ว่า ฝ่ายที่ออกไปล่าในวันนั้นๆ จะต้องปันส่วนแบ่งมาให้อีกฝ่ายที่ไม่ได้ออกไปหา

เปิดตำนานมหาสงคราม 2 พญานาคผู้ยิ่งใหญ่

ก็ทำอย่างนั้นเรื่อยมา กระทั่งอยู่มาคราหนึ่ง พญาสุวรรณนาคได้พาบริวารออกไปหาอาหารแล้วได้ช้างมา พญาสุวรรณนาคก็จัดแจงแบ่งส่วนไปให้ฝ่ายพญาศรีสุทโธ พร้อมทั้งส่งขนช้างไปให้ด้วยเพื่อเป็นการยืนยันหลักฐานว่าได้ช้างมาจริงๆ พญาศรีสุทโธก็พออกพอใจ อย่างไรก็ตาม หลายวันต่อมา เป็นเวรของฝ่ายพญาสุวรรณนาคออกไปหาอาหารอีก ปรากฏว่าวันนั้นได้เม่นมา แล้วเม่นก็ตัวเล็กนิดเดียว ได้เนื้อนิดเดียว พอส่งส่วนแบ่งไปให้พญาศรีสุทโธพร้อมทั้งส่งขนเม่นไปเป็นหลักฐานด้วยแล้ว พญาศรีสุทโธก็เกิดโมโหลมออกหูขึ้นมาทันควัน เพราะเหตุผลว่า ขนาดขนของช้างใหญ่แค่นั้น ยังได้เนื้อช้างมาตั้งเยอะ แล้วขนเม่นนี่ใหญ่กว่าขนช้างหลายเท่า ฉะนั้นแล้ว ตัวของเม่นก็จะต้องใหญ่แน่ๆ เนื้อหนังมังสาก็จะต้องเยอะแน่ๆ แล้วไหงมาบอกว่าเม่นตัวเล็ก แถมยังแบ่งเนื้อมาให้น้อยเดียว

คิดดังนั้น จึงให้เสนาอำมาตย์นำเนื้อเม่นที่ได้รับส่วนแบ่งครึ่งหนึ่งไปคืนให้สุวรรณนาค พร้อมกับฝากบอกไปว่า “ไม่ขอรับอาหารส่วนแบ่งที่ไม่เป็นธรรมจากเพื่อนที่ไม่ซื่อสัตย์”

ก็เกิดเรื่องสิแบบนี้… เพราะถึงแม้ฝ่ายพญาสุวรรณนาคจะเดือดเนื้อร้อนใจถึงขั้นข้ามเขตมาด้วยตัวเอง เพื่ออธิบายให้พญาศรีสุทโธนาคได้เข้าใจ แต่คนกำลังโกรธ ไหนเลยจะฟังกัน สุดท้าย พญาศรีสุทโธจึงสั่งพลรบเข้ารุกรานโดยทันที อีกฝ่ายหนึ่งหรือจะยอมให้เข้ากระทำย่ำยีโดยไม่มีเหตุผล ก็ต้องปกป้องตนประกาศสงครามไปตามกัน

เล่ากันว่า เพียงเพราะเม่นตัวเดียว สองพญานาคสู้รบปรบมือกันอยู่นานถึง 7 ปีจนเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้า แต่ช่วงเวลาที่สู้รบนั้น ได้สร้างความเสียหายให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่บริเวณหนองกระแสอย่างมหาศาล หนักและรุนแรงถึงขั้นสั่นสะเทือนเลือนลั่นตั้งแต่โลกมนุษย์ไปจนถึงเทวดาเบื้องบน เหล่าเทวาน้อยใหญ่ได้รับความเดือดร้อน อดรนทนไม่ไหวก็จึงไปร้องทุกข์ต่อท้าวพญาอินทาธิราชผู้เป็นใหญ่

เมื่อพระอินทร์ได้รับเรื่องราวร้องทุกข์ ก็เสด็จลงมายังหนองกระแส พร้อมทั้งรับสั่งให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบกันบัดเดี๋ยวนั้น และตัดสินให้ทั้งสองฝ่ายเสมอกัน ไม่มีใครแพ้ใครชนะ นอกจากนั้น นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป ให้หนองกระแสเป็นเขตปลอดสงคราม และเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการทะเลาะวิวาทขึ้นอีก พระอินทร์ยังทรงโปรดรับสั่งว่า จากนี้ไป ให้เอาภูเขาพญาไฟเป็นเขตกั้น ฝ่ายไหนข้ามไประรานอีกฝ่ายหนึ่งก่อน ขอให้ไฟจากภูเขาพญาไฟเผาไหม้ให้เป็นจุล เรียกว่าให้วอดวายกันไปเลย

เมื่อพระอินทร์ตรัสเป็นเทวราชโองการดังนั้นแล้ว พญาศรีสุทโธจึงพาไพร่พลอพยพออกจากหนองกระแส แล้วเริ่มสร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศตะวันออก เมื่อถึงตรง ไหนเป็นภูเขา ก็คดโค้งไปตามเหลี่ยมเขาหรืออาจจะลอดภูเขาบ้างตามความยากง่ายในการสร้าง เพราะพญาศรีสุทโธมีลักษณะคนใจร้อน ตรงไหนแทรกมุดไปได้ก็ไปไม่รีรอ ลักษณะของแม่น้ำจึงคดเคี้ยวโค้งไปตามลักษณะแห่งใจที่หุนหันพลันแล่น และเพราะลักษณะของการสร้างเป็นทางคดทางโค้งเช่นนี้เอง ตำนานบางส่วนจึงเล่าว่าเป็นที่มาของ “แม่น้ำโขง” ที่เรารู้จักในปัจจุบัน ซึ่งบิดผันคำว่า “โค้ง” มาเป็น “โขง” ในที่สุด

กล่าวถึงฝ่ายพญาสุวรรณนาค เมื่อได้รับเทวราชโองการก็พาบริวารอพยพและสร้างแม่น้ำมุ่งไปทางทิศใต้ของหนองกระแส สุวรรณนาคเป็นผู้มีใจเย็น เป็นคนตรงและพิถีพิถัน การสร้างแม่น้ำจึงค่อยทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป สุดท้ายก็สำเร็จเสร็จสิ้นเป็นแม่น้ำสายหนึ่งซึ่งเรารู้จักกันในชื่อว่า “แม่น้ำน่าน” แม่น้ำที่มีความตรงกว่าแม่น้ำทุกสายในประเทศไทย

แต่เรื่องยังไม่จบเพียงเท่านี้ เพราะอันที่จริง ก่อนที่พระอินทร์จะเสด็จกลับไปในครานั้น ยังมีรับสั่งอีกอย่างหนึ่งว่า ใครสร้างแม่น้ำเสร็จก่อน ผู้นั้นถือว่าเป็นฝ่ายชนะ และถ้าฝ่ายไหนชนะ ปลาบึกจะปรากฏขึ้นในแม่น้ำสายนั้น ผลลัพธ์ปรากฏว่าฝ่ายพญาศรีสุทโธเป็นผู้ชนะ ด้วยเหตุนี้ ปลาบึกจึงมีมากในแม่น้ำโขง

อย่างไรก็ตาม หลังจากเป็นผู้ชนะในการสร้างแม่น้ำแล้ว พญาศรีสุทโธก็ทูลถามพระอินทร์ว่า ตนนั้นเป็นชาติเชื้อพญานาค ถ้าจะอยู่บนโลกมนุษย์นานเกินไปก็ไม่ได้ จึงขอทางขึ้นลง ระหว่างบาดาลและโลกมนุษย์เอาไว้สัก 3 แห่ง และทูลถามว่าจะให้ครอบครองอยู่ตรงไหนแน่นอน พระอินทร์ผู้เป็นใหญ่จึงอนุญาตให้มีรูพญานาคเอาไว้ 3 แห่ง คือ 1.ที่ธาตุหลวงนครเวียงจันทน์ 2.ที่หนองคันแท และ 3.ที่พรหมประกายโลก ซึ่งก็คือ คำชะโนด ณ ปัจจุบัน และตามตำนานพรหมสร้างโลก ได้กล่าวเอาไว้ว่า ณ จุดคำชะโนดซึ่งมีต้นชะโนดเป็นสัญลักษณ์นี้ มีดินดีๆ ที่ส่งกลิ่นไอไปถึงเทวาชั้นพรหมเบื้องบน เมื่อพรหมได้กลิ่นไอดิน ก็พากันเหาะลงจากฟ้ามากินดิน จนตนเองหมดฤทธิ์ ทำให้กลายเป็นมนุษย์หรือผู้ให้กำเนิดมนุษย์ในกาลต่อมา

จากตำนานที่เล่าขานกันมา ก็เพียงพอต่อเติมศรัทธาให้เกิดขึ้นในใจคน ด้วยเหตุนี้ จึงเกิดมี “ปู่เจ้าศรีสุทโธ” และ “เจ้าศรีปทุมมา” ซึ่งเป็นภรรยาของท่าน ให้ชาวบ้านย่านนั้นเคารพบูชา

เชื่อกันว่า “ปู่เจ้าศรีสุทโธ” นั้นมีผิวกายสีเขียวมรกต มีเศียรสีทอง แผลงเศียรได้ 9 เศียร เปี่ยมด้วยเมตตาต่อผู้ศรัทธากราบไหว้ หากอธิษฐานจิตขอในสิ่งที่ไม่เบียดเบียนผู้อื่น จะสัมฤทธิ์ผล จึงมีผู้คนไปบนบานศาลกล่าวกันเป็นจำนวนมาก ขณะที่ “เจ้าศรีปทุมมา” นั้น มีผิวกายเป็นสีเขียวตองอ่อน ว่ากันว่าแผลงเศียรได้ 5 เศียร ทั้งสององค์โปรดปรานการฟังธรรมจากพระอริยสงฆ์ และจะเนรมิตตนให้มีเศียรเดียวหรือเป็นมนุษย์ก็ได้ ดั่งคำโบราณอีสานที่กล่าวว่า “นามนาคนั้น ข้างขึ้นเป็นคน ข้างแรมเป็นนาค”

ที่มาภาพและข้อมูล:mgronline.com

ความเห็นถูกปิด